ยินดีต้อนรับ...สู่บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ วิชา การตกแต่งภาพกราฟิกด้วย Adobe Photoshop CS6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ง22201) โดยครูสาวิตรี ด้วงตะกั่ว ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนเวียงวงกตวิทยาคม สพม.25


เนื้อหาเรื่อง : ความรู้เบื้องต้นของคอมพิวเตอร์กราฟิก

ก่อนนักเรียนจะเริ่มเรียนให้ทำแบบทดสอบก่อนนะคะ




        ปัจจุบันภาพกราฟิกมีบทบาทกับงานด้านต่าง ๆ เป็นอย่างมาก เช่น งานนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของ เส้นกราฟ กราฟแท่ง แผนภูมิ การใช้ภาพกราฟิกประกอบการโฆษณาสินค้าต่าง ๆ การสร้างเว็บเพจ การสร้างสื่อการสอน (CAI) การสร้างการ์ตูน การสร้างโลโก และงานออกแบบต่าง ๆ เป็นต้น โดยภาพกราฟิกจะทำให้งานมีความสวยงามและน่าสนใจยิ่งขึ้น

ความหมายของกราฟิก

        กราฟิก (Graphic) มักเขียนผิดเป็น กราฟิกส์ กราฟฟิกส์ กราฟฟิก คำว่า “กราฟิก” มาจากภาษากรีก ซึ่งหมายถึง การวาดเขียน (Graphikos) และการเขียน (Graphein) ต่อมามีผู้ให้ความหมายของคำว่า “กราฟิก” ไว้หลายประการซึ่งสรุปได้ดังนี้

        กราฟิก หมายถึง ศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งใช้สื่อความหมายด้วยเส้น สัญลักษณ์ รูปวาด ภาพถ่าย กราฟ แผนภูมิ การ์ตูน ฯลฯ เพื่อให้สามารถสื่อความหมายข้อมูลได้ถูกต้องตรงตามที่ผู้สื่อสารต้องการ

ความหมายของคอมพิวเตอร์กราฟิก

        คอมพิวเตอร์กราฟิก หมายถึง การสร้างและการจัดการภาพกราฟิกโดยใช้คอมพิวเตอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพ การตกแต่งแก้ไขภาพ หรือการจัดการเกี่ยวกับภาพ เช่น ภาพยนตร์ วิดีทัศน์ การตกแต่งภาพถ่าย การสร้างภาพตามจินตนาการ และการใช้ภาพกราฟิกในการนำเสนอ ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้สามารถสื่อความหมายให้ชัดเจนและทำความเข้าใจได้ง่ายกว่าเดิม เช่น การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภาพหรือกราฟ แทนที่จะเป็นตารางของตัวเลข ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการศึกษา งานด้านธุรกิจ งานด้านการออกแบบ งานด้านบันเทิง หรืองานด้านการแพทย์ เป็นต้น

ประวัติความเป็นมาของงานกราฟฟิก

        งานกราฟิก มีประวัติความเป็นมาตามหลักฐานในอดีต เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการขีดเขียน ขูด จารึกเป็นร่องรอย ให้ปรากฏเป็นหลักฐานในปัจจุบัน การออกแบบกราฟิกสมัยก่อนประวัติศาสตร์ จึงเป็นการเริ่มต้นการสื่อความหมายด้วยการวาดเขียน ให้ผู้อ่านตีความหมายได้ เรียกว่า Pictogram เช่น ภาพคน ภาพสัตว์ ต้นไม้ ไว้บนผนังหรือบนเพดานถ้ำ และมีการแกะสลักลงบนเขาสัตว์ กระดูกสัตว์ ซึ่งใช้วิธีการวาดอย่างง่ายๆ ไม่มีรายละเอียดมาก ต่อมาประมาณ 9000 ปี ก่อนคริสต์กาล ชาว Sumerien ในแคว้นเมโสโปเตเมีย ได้เริ่มเขียนตัวอักษรรูปลิ่ม (Cuneiform) และตัวอักษร Hieroglyphic ของชาวอียิปต์ งานกราฟิกเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น เมื่อได้คิดค้นกระดาษและวิธีการพิมพ์ ปี ค.ศ.1440 Johann Gutenberg ชาวเยอรมัน ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์แบบตัวเรียง ที่สามารถพิมพ์ได้หลายครั้ง ครั้งละจำนวนมากๆ

        ปี ค.ศ. 1940 คอมพิวเตอร์จะแสดงภาพกราฟิกโดยใช้เครื่องพิมพ์ รูปภาพที่ได้เป็นภาพที่เกิดจากการใช้ตัวอักษรมาประกอบกัน ต่อมาใน ปี ค.ศ.1950 การออกแบบได้ชื่อว่าเป็น Typographical Style เป็นการพัฒนาโดยนักออกแบบชาวสวิส ได้นำวิธีการจัดวางตัวอักษรข้อความและภาพเป็นคอลัมภ์ มีการใช้ตารางช่วยให้อ่านง่ายมีความเป็นระเบียบ สวยงาม มีการจัดแถวของข้อความแบบชิดขอบด้านหน้าและด้านหลังตรงเสมอกัน ตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา การออกแบบกราฟิก ได้พัฒนาและขยายขอบเขตงานออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่จำกัดอยู่แต่ในสิ่งพิมพ์เท่านั้น โดยได้เข้าไปอยู่ในกระบวนการสื่อสารอื่นๆเช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ การถ่ายภาพ โปสเตอร์ การโฆษณา ฯลฯ การออกแบบกราฟิกปัจจุบัน เป็นยุคของอิเล็กทรอนิกส์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ได้นำเครื่องมือ เครื่องใช้ วัสดุอุปกรณ์ วัสดุสำเร็จรูป มาช่วยในการออกแบบกราฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ ( Computer Graphics ) มีโปรแกรมด้านการจัดพิมพ์ตัวอักษรที่นิยมกันมากคือ Microsoft Word สามารถจัดเรียง วางรูปแบบ สร้างภาพ กราฟ แผนภูมิ จัดการและสร้างสรรค์ตัวอักษร โปรแกรมอื่นๆที่สนับสนุนงานกราฟิกอีกมากมาย เช่น Adobe Photoshop / Illustrator / PageMaker / CorelDraw / 3D Studio / LightWave3D / AutoCadฯลฯ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมที่ช่วยให้สามารถสร้างสรรค์งานกราฟิกบนเว็บ อีกมากเช่น Ulead Cool / Animagic GIF / Banner Maker เป็นต้น

        ปัจจุบันงานคอมพิวเตอร์กราฟิก จึงเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบ การออกแบบและสร้างสรรค์งานกราฟิกอย่างกว้างขวาง เนื่องจากให้ความสะดวก รวดเร็ว แก้ไขงาน ทำซ้ำงานทำได้ง่าย ตลอดจนการสั่งพิมพ์ หรือบันทึกเพื่อการพกพาในรูปแบบอื่นๆได้หลายวิธี

คุณสมบัติของงานกราฟฟิก

        สังคมมนุษย์ในปัจจุบันมีความเจริญมากขึ้นเรื่อย ๆ มีภาษาพูดและภาษาเขียนเกิดขึ้น เพื่อใช้สื่อความหมายต่อกัน ใช้ถ่ายทอดความรู้ ความคิด และสร้างสมความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ภาษาพูดและภาษเขียนมีมากมายและกลายเป็นสัญลักษณ์ขั้นสูง มีความสลับซับซ้อนของสัญลักษณ์ทางภาษาทั้งด้านการพูดและเขียนมากขึ้น การอธิบายด้วยคำพูด ข้อเขียน จึงไม่เพียงพอและไม่รวดเร็วทันต่อการถ่ายทอดสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้งานกราฟิกเข้าช่วย เพราะงานกราฟิกมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ ดังนี้

        1) งานกราฟิกเข้าใจได้ง่าย มีงานจำนวนมากที่แสดงด้วยภาพจะทำให้เข้าใจถึงเรื่องที่ต้องการสื่อความ หมายได้ง่ายกว่าการอธิบายด้วยภาษาพูดและภาษาเขียน เพราะภาพกราฟิกมีความชัดเจน เรียบง่าย และสามารถเน้นจุดที่ต้องการได้ เช่น การใช้ภาพ แผนที่บอกสถานที่ การออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แผนภูมิต่าง ๆ

        2) งานกราฟิกดึงดูดความสนใจ งานกราฟิกมีความสะดุดตา น่าเชื่อถือ สามารถใช้สร้างความสำคัญ และทำให้ตระหนักถึงสิ่งที่ควรเอาใจใส่ จึงใช้ดึงดูดความสนใจได้ดีกว่าการบอกเล่า เช่น ในการโฆษณาสินค้าจะใช้งานกราฟิกที่มีสีสันสะดุดตาและการจัดวางที่เหมาะ สมเพื่อจูงใจให้ลูกค้าเกิดความสนใจสินค้านั้น ๆ การนำเสนอผลงานหรือข้อมูลต่าง ๆ ถ้าใช้ภาพกราฟิกประกอบการช่วยให้ผู้ฟังไม่เบื่อ เกิดความเข้าใจ และสนใจติดตามตลอดการนำเสนอ

        3) งานกราฟิกช่วยให้จดจำได้มากและเร็วกว่า เนื่องจากมนุษย์จะจำข้อมูลในลักษณะที่เป็นภาพได้ดีกว่าตัวเลขหรือข้อความ การประยุกต์ใช้งานกราฟิกในการเรียนรู้หรือ การศึกษาจะช่วยให้ผู้เรียนสรุปความรู้ได้เป็นอย่างดี ผู้เรียนจึงสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้มากและเร็วกว่า เช่น การใช้ภาพอธิบายการเกิดสุริยุปราคา การใช้ภาพสัตว์สอนให้เด็กรู้จักชื่อสัตว์ชนิดต่าง ๆ การใช้ภาพกราฟิกอธิบายการส่งสินค้าออกที่ทำรายได้เข้าประเทศ

บทบาทคอมพิวเตอร์กราฟิก

        คอมพิวเตอร์กราฟิกกำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น แทนที่การสร้างกราฟิกด้วยมือ ด้วยวิธีการอันทันสมัย การอำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการสร้าง อีกทั้งผลงานที่ได้ก็สวยงาม คมชัด แต่ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกราฟิกด้วยคอมพิวเตอร์หรือสร้างด้วยมือต่างก็มีคุณค่าของผลงานไปคนละแบบ ไม่ด้อยกว่ากัน แต่คอมพิวเตอร์กราฟิกดูเหมือนจะได้เปรียบตรงที่ว่ามีขั้นตอนการสร้างที่ง่าย สะดวก รวดเร็วกว่า อีกทั้งยังสามารถทำสำเนาได้ง่ายและไม่จำกัด

        บทบาทของคอมพิวเตอร์กราฟิกในด้านต่าง ๆ มีดังนี้

        1. บทบาทด้านความบันเทิง

        แบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้
        -เพลงและภาพยนตร์ ปัจจุบันผู้ใช้นิยมฟังเพลงและดูภาพยนตร์ผ่านทางคอมพิวเตอร์ เนื่องจากสะดวก ประหยัด ภาพและเสียงมีคุณภาพเทียบเท่ากับสื่ออื่น ๆ มีการให้บริการดาวน์โหลดเพลงและตัวอย่างภาพยนตร์ จากระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และคอมพิวเตอร์ยังมีความสามารถสร้างภาพยนตร์แอนิเมชัน
        – เกมคอมพิวเตอร์ มีการติดตั้งเกมไว้ในคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นคนเดียวและการเล่นผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือเกมออนไลน์ซึ่งกำลังเป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากสามารถเล่นพร้อม ๆ กันได้หลายคน

        2. บทบาทด้านการประชาสัมพันธ์
        การใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกประกอบในการประชาสัมพันธ์จะช่วยทำให้เกิดความน่าสนใจแก่ผู้ชม สื่อหลายชนิดที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์สามารถใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกประกอบหรือสร้างมาจากคอมพิวเตอร์กราฟิกทั้งหมดก็ได้ เช่น แผ่นพับ แผ่นโฆษณา ใบปลิว เป็นต้น

        3. บทบาทด้านการศึกษา ในสถานศึกษาต่าง ๆ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งาน 3 ลักษณะ คือ
        – ใช้สำหรับผู้เรียน เพื่อค้นหาความรู้หรือข้อมูลที่สนใจจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน และ E-Learning
        – ใช้สำหรับผู้สอน เพื่อเป็นสื่อในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน เช่น การนำคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับ โปรเจคเตอร์เพื่อนำเสนอข้อมูล
        – ใช้สำหรับงานด้านการบริหาร เพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา เช่น การจัดเก็บข้อมูล เกี่ยวกับสถานศึกษาและผู้เรียน การประมวลผลคะแนนของผู้เรียน

        4. บทบาทด้านธุรกิจการค้า จะเห็นได้ว่ามีการส่งเสริมบทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานด้านธุรกิจในรูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง มีการใช้คอมพิวเตอร์ในการช่วยวางแผน ด้านธุรกิจการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และช่วยนำเสนอสินค้าในรูปแบบของเว็บไซต์ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

        5. บทบาทด้านอื่นๆ คอมพิวเตอร์กราฟิก คอมพิวเตอร์กราฟิกยังสามารถใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมายนอกเหนือที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นต้นว่า ใช้ในด้านการวิทยาศาสตร์และการค้นคว้าวิจัย ด้านการติดต่อสื่อสาร โทรคมนาคม ด้านรณรงค์ เชิงอนุรักษ์ ด้านการแพทย์ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าแทบทุกวงการได้นำคอมพิวเตอร์กราฟิกไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สายงานอาชีพของตนเอง

คุณสมบัติของเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับงานกราฟิก

        ในการสร้างงานกราฟิกนั้นต้องการอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งควรจะมีลักษณะ (specification) ดังนี้

            1) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) ที่ทำงานเร็ว เนื่องจากโปรแกรมกราฟิกต้องการการคำนวณจำนวนมาก หน่วยประมวลผลกลางที่ทำงานเร็วจะทำให้การตอบสนองคำสั่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว

            2) หน่วยความจำที่มีความจุมาก เนื่องจากโปรแกรมกราฟิกทำงานกับข้อมูลจำนวนมาก ถ้าหน่วยความจำมีความจุน้อยเกินไปโปรแกรมอาจจะทำงานช้าหรือไม่ทำงานเลย

            3) แผงวงจรแสดงผลที่มีประสิทธิภาพและมีหน่วยความจำบนแผงวงจรจำนวนมาก จำทำให้แสดงภาพได้ด้วยความละเอียดสูงและมีจำนวนสีมาก

            4) จอภาพที่มีความคมชัดและมีความละเอียดสูง จะให้ภาพที่ได้คมชัดและสั่นไหวน้อย ซึ่งจะช่วยรักษาสุขภาพทางตาของผู้ใช้งาน

ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานทางด้านกราฟฟิก

        ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมสำหรับกราฟฟิกถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากของผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับภาพถ่าย การออกแบบ เราจะไปดูว่า ซอฟต์แวร์กราฟฟิกมีอะไรบ้าง และนิยมนำไปใช้ในงานประเภทใด

        1. โปรแกรม Adobe Photoshop

        สำหรับโปรแกรมนี้ในปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมคลาสิกที่่เกือบทุกเครื่อง จำเป็นต้องติดตั้งไว้ เพราะ Photoshop เป็นโปรแกรมในการออกแบบ การแต่งภาพ การใส่เอ็ฟเฟ็กยอดนิยม ด้วยความที่ใช้งานง่ายและมีเครื่องมีในการใช้งานมากมาย สามารถผลิกแผลงได้สารพัดประโยชน์ โดยส่วนใหญ่จะใช้ในการตัดต่อภาพ การแต่งภาพให้สวยขึ้น คมชัดขึ้น ขาวขึ้น ในปัจจุบันโปรแรกมAdobe Photoshop มีออกมาหลายเวอร์ชัน และยังคงพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง

        2. โปรแกรม Adobe Flash

        สำหรับโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ใช้ทำ Animation หรือภาพเคลื่อนไหว ซึ่งใช้งานง่าย เพราะโปรแกรมไม่มีความซับซ้อนมากนัก ถือเป็นโปรแกรมพื้นฐานในการหัดออกแบบภาพเคลื่อนไหว

        3 .โปรแกรม Adobe Illustrator

        โปรแกรมออกแบบโลโก้ ออกแบบภาพ เสริม เติม แต่งภาพ ระดับมืออาชีพ มีฟังก์ชันคล้ายกับPhotoshop แต่มีการทำงานที่เหนือชั้นกว่าในการออกแบบ โปรแกรมนี้อาจต้องลองศึกษาเพิ่มเติม แต่รับประกันว่าเป็นโปรแกรมที่ออกแบบภาพได้ดีเยี่ยมโปรแกรมหนึ่ง

        4 .โปรแกรม Adobe InDesign

        โปรแกรมนี้ผมนิยมใช้ในการออกแบบวารสาร นิตยสาร หน้าสืออิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในตระกลู Adobe เหมือนกัน

        5. โปรแกรม Sweet Home 3D

        โปรแกรมที่สำหรับการออกแบบบ้าน ที่มีลักษณะการใช้งานง่ายๆ และไม่ยุ่งยากเลย โดยจะมีอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ให้เราได้เลือกจำนวนมากมาย และยังสามารถที่จะนำอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มได้ตลอด ซึ่งโปรแกรมรองรับไฟล์การ Import ได้หลายแบบ

        6. โปรแกรม GoogleSketchUp

        เป็นอีกโปรแกรมหนึ่งในการใช้ออกแบบแปลนบ้าน ออกแบบโครงสร้างการก่อสร้าง เหมาะสำหรับนักสถาปนิคในการออกแบบ

        7. โปรแกรม PhotoScape

        โปรแกรมตัดต่อภาพ เปลี่ยนแปลงภาพ เพิ่มแสงเงา ใส่กรอบ เพิ่มข้อความ สัญลักษณ์ ลดขนาดไฟล์ภาพ ออกแบบโลโก้อย่างง่าย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นิยมใช้งาน เพราะใช้ง่าย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานหรือศึกษาโปรแกรม ด้วยโปรแกรมไม่ได้ซับซ้อนเหมือนกับโปรแกรมออกแบบอื่นๆ ติดตั้งแล้วลองใช้งานได้เลย

หลักการทำงานของภาพกราฟิก

        ภาพที่เกิดบนจอคอมพิวเตอร์ เกิดจากการทำงานของโหมดสี RGB ซึ่งประกอบด้วยสีแดง (Red) สีเขียว (Green) และสีน้ำเงิน (Blue) โดยใช้หลักการยิงประจุไฟฟ้าให้เกิดการเปล่งแสงของสีทั้ง 3 สีมาผสมกันทำให้เกิดเป็นจุดสีสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า พิกเซล (Pixel) ซึ่งมาจากคำว่า Picture กับ Element โดยพิกเซลจะมีหลากหลายสี เมื่อนำมาวางต่อกันจะเกิดเป็นรูปภาพ ซึ่งภาพที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์มี 2 ประเภท คือ แบบ Raster และแบบ Vector

        ภาพกราฟิกแบบราสเตอร์ (Raster)   ภาพกราฟิกแบบราสเตอร์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บิตแมพ (Bitmap) เป็นภาพ กราฟิกที่เกิดจากการเรียงตัวของจุดสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า พิกเซล (Pixel) มีการเก็บค่าสีที่เจาะจงในแต่ละตำแหน่งจนเกิดเป็นภาพในลักษณะต่าง ๆ เช่น ภาพถ่าย

        ดังนั้นภาพแบบราสเตอร์มี ข้อดี คือ เหมาะสำหรับภาพที่ต้องการสร้างสีหรือกำหนดสีที่ต้องการความละเอียดและสวยงาม ข้อเสีย คือ หากมีการขยายขนาดภาพซึ่งจะเป็นการเพิ่มจำนวนจุดสีให้กับภาพ ส่งผลให้ คุณภาพของภาพนั้นสูญเสียไปความละเอียดของภาพจะลดลงมองเห็นภาพเป็นแบบ จุดสีชัดเจนขึ้นไฟล์ภาพจะมีขนาดใหญ่และใช้เนื้อที่ในการจัดเก็บมากตามไปด้วย

        โปรแกรมที่นิยมใช้ในการสร้างภาพแบบราสเตอร์ ได้แก่ โปรแกรม Paintbrush โปรแกรม Adobe Photoshop เป็นต้น ดังแสดงในภาพที่ 1.1

รูปที่ 1.1 ภาพกราฟิกแบบ Raster ที่ขยายใหญ่ขึ้น

        ภาพกราฟิกแบบเวคเตอร์ (Vector)  ภาพกราฟิกแบบเวคเตอร์ เป็นภาพกราฟิกที่เกิดจากการประมวลผลโดยอาศัยหลักการ คำนวณทางคณิตศาสตร์ มีสีและตำแหน่งที่แน่นอน ภาพจะมีความเป็นอิสระต่อกัน โดยแยกชิ้นส่วนของภาพทั้งหมดออกเป็นเส้นตรง เส้นโค้ง หรือรูปทรง เมื่อมีการขยายภาพความละเอียดของภาพ จะ ไม่ลดลง เช่น ภาพการ์ตูนเมื่อถูกขยายภาพออกมา ภาพที่ได้ก็จะยังคงรายละเอียดและความชัดเจนไว้เหมือนเดิม และขนาดของไฟล์ภาพจะมีขนาดเล็กกว่าภาพแบบราสเตอร์ โปรแกรมที่นิยมใช้สร้างภาพ แบบเวคเตอร์ ได้แก่ โปรแกรม Illustrator โปรแกรม CorelDraw เป็นต้น ดังแสดงในภาพที่ 1.2

รูปที่ 1.2 ภาพกราฟิกแบบ Vector ที่ขยายใหญ่ขึ้น

        ความแตกต่างของกราฟิกแบบ 2 มิติ

        ภาพกราฟิก 2 มิติแบบ Raster และ แบบ Vector มีความแตกต่างกันดังนี้

ภาพกราฟิกแบบ Raster ภาพกราฟิกแบบ Vector
1. ภาพกราฟิกเกิดจากจุดสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ หลากหลายสี (Pixels) มาเรียงต่อกันจนกลายเป็นรูปภาพ 1. ภาพเกิดจากการอ้างอิงความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์หรือการคำนวณ โดยองค์ประกอบของภาพมีอิสระต่อกัน
2. การขยายภาพกราฟิกให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จะทำให้ความละเอียดของภาพลดลง ทำให้มองเห็นภาพเป็นจุดสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 2. การขยายภาพกราฟิกให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ภาพยังคงความละเอียดคมชัดเหมือนเดิม
3. การตกแต่งและแก้ไขภาพ สามารถทำได้ง่ายและสวยงาม เช่น การ Retouching ภาพคนแก่ให้หนุ่มขึ้น การปรับสีผิวกายให้ขาวเนียนขึ้น เป็นต้น 3. เหมาะกับงานออกแบบต่าง ๆ เช่น งานสถาปัตย์ออกแบบโลโก เป็นต้น
4. การประมวลผลภาพสามารถทำได้รวดเร็ว 4. การประมวลผลภาพจะใช้เวลานาน เนื่องจากใช้คำสั่งในการทำงานมาก

หลักการออกแบบกราฟฟิก

        ความสำคัญของการออกแบบ

        การออกแบบ มีอิทธิพลต่อการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา เกี่ยวข้องกับ ทุกระดับอายุ ทุกเพศ ทุกอาชีพ ทุกคนมีความรักสวย รักงาม ดังสุภาษิตไทยที่ว่า " ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง " เช่น การแต่งกายที่แต่ละคนต่างล้วนเลือกสรรและเลือกอย่างรอบคอบให้เข้ากับบุคลิคและสรีระของตน เริ่มตั้งแต่ ลวดลาย สีเสื้อผ้าจะต้องกลมกลืนเข้ากัน มีผลต่อความสูง ความอ้วน เช่น คนตัวเตี้ยควรจะใส่เสื้อลายเส้นตรงแนวดิ่งที่มีหลายเส้น ส่วนคนอ้วนควรเลือกลายเส้นตรงแนวดิ่งที่มีสามสี่เส้น เน้นสีสดอยู่ส่วนที่เป็นแถบกลางตัว สีเข้มมืดๆอยูแถบข้างลำตัวทั้งสองข้าง เป็นต้น รวมไปถึงเครื่องประดับต่างๆ เช่น แหวน นาฬิกา สร้อยคอ เข็มกลัดติดเสื้อ จนถึงแว่นตา ต้องมีการออกแบบเพื่อให้ถูกใจเหมาะสมผู้ใช้ทั้งสิ้น ถ้ามองไปถึงเก้าอี้นั่ง รูปทรงแบบใดเหมาะกับงานชนิดใด สถานที่ใด เช่น ใช้กับโต๊ะทำงานปกติ ใช้กับโต๊ะคอมพิวเตอร์ ติดตั้งบนรถเก๋ง รถโดยสาร รถไฟฟ้า หรือในโรงภาพยนตร์ การเลือกซื้อรถยนต์ เกินกว่า 70 % เลือกที่รูปทรงและสีของรถ แม้แต่เม็ดยาที่เรากินรักษาโรค ยังต้องออกแบบให้มีสีน่ากิน เคลือบรสหวาน รูปทรงกลม มน กลืนง่าย เป็นต้น

        มนุษย์เราให้ความสำคัญในด้านการออกแบบมาก จะเห็นได้ว่าการออกแบบศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ควบคู่อยู่กับความสุนทรียะของมนุษย์ตลอดมา

        หลักการออกแบบกราฟิก

        ก่อนที่จะทำงานออกแบบกราฟิกประเภทใดก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ การกำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจนของงาน เพราะช่องทาง รูปแบบและวิธีการ ของการนำเสนอมีมาก มีความรวดเร็ว ไร้ขอบเขต เช่นใน เว็ปไซต์ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตต่างๆ ซึ่งต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ทันเหตุการณ์ อาจจะทำให้เกิดความสับสน ยุ่งยากในการดำเนินงาน มีผลกระทบต่อการทำงาน เกิดความไม่เป็นระบบ มีการสูญเสียและสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น ดังนั้นผู้ออกแบบจึงควรมีหลักการและข้อควรคำนึงก่อนการเริ่มงานเพื่อการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง รัดกุมและวางแผนการดำเนินงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีตลอดจนจบกระบวนการ ไม่มีปัญหาและอุปสรรค หลักการดำเนินงานออกแบบกราฟิก

        หลักการดำเนินงานและการวางแผนขั้นต้นของการออกแบบกราฟฟิกมีดังนี้

        1 วัตถุประสงค์เพื่ออะไร ผู้ออกแบบต้องรู้ว่า จะบอกกล่าว เรื่องราวข่าวสารอะไรแก่ผู้รับรู้บ้าง เช่น ทฤษฎีหรือหลักการ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ผู้ออกแบบต้องรู้วิธีการนำเสนอ (Presentation) ที่ดีและเหมาะสมกับเรื่องราวเหล่านั้นว่ามีเป้าหมายของการออกแบบเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น เพื่อแนะนำ เผยแพร่ เพื่อให้ความรู้ หรือความบันเทิงเป็นต้น

        2 กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร แบ่งเป็นเพศ ชาย หญิง ่หรือบุคคลทั่วไป มีช่วงอายุเท่าใด นิสิตนักศึกษาหรือเฉพาะกลุ่มสนใจ ข่าวสารที่ให้มีระดับความยาก-ง่าย หรือมีความเป็นสากลหรือไม่ เฉพาะคนในประเทศหรือชาวต่างชาติ ซึ่งผู้ออกแบบจำเป็นจะต้องรู้และเข้าใจเพื่อวางแผน ดำเนินการกับข่าวสาร ออกแบบ และการนำเสนอให้ตรงจุดกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ถูกต้อง

        3 สิ่งที่ต้องการบอกคืออะไร หมายถึง วิธีการที่จะสื่อความหมายกับผู้รับรู้หรือกลุ่มเป้าหมาย และถ้าที่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ล่วงหน้า ชัดเจนแล้วก็จะทำให้ผู้ออกแบบมีความสะดวกในการที่จะบอกหรือสื่อความหมายได้ง่ายขึ้น เช่น การเลือกใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมาย และภาพประกอบต่าง ๆสื่อแทนคำศัพท์ ข้อความที่เป็นนามธรรม ได้ตรงตามระดับความสามารถในการรับรู้ของผู้รับ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในความหมายของข่าวสารนั้น ๆ จำได้ในเวลาอันรวดเร็วและจดจำไว้ตลอดไป

        4 นำเสนอข่าวสารด้วยสื่อใด แบบใด ผู้ออกแบบต้องมีความรู้เกี่ยวกับประเภทของสื่อ ศักยภาพของสื่อชนิดต่างๆ คำนึงถึงการเลือกใช้สื่อในการนำเสนอข่าวสารเป็นรูปแบบใด จึงจะได้ผลดีมีความเหมาะสมกับข่าวสาร และผู้ออกแบบควรจะใช้วิธีการจัดการกับข่าวสารนั้น อย่างไร จึงจะสามารถโน้มน้าวจิตใจและสื่อความหมายต่อผู้รับได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น โปสเตอร์ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ

        การออกแบบกราฟิก ส่วนใหญ่เป็นวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกถึงการสื่อความหมายในลักษณะของตัวอักษรและภาพในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นการสื่อสารทางทัศนสัญลักษณ์ (Visual form) ดังนั้นในการออกแบบจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการเรียนรู้เกี่ยว การมองเห็นและจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง

        องค์ประกอบในการออกแบบ

        1. จุด (Point) จะเป็นจุดที่ชี้ให้เห็น ตำแหน่งในที่ว่าง หรือที่ต่างๆ ไม่มีความกว้าง ความยาว ความลึก จุดให้ความรู้สึกคงที่ ไม่มีทิศทาง ไม่ครอบคลุมพื้นที่ จุดจะเกิดอยู่ในบริเวณต่างๆดังเช่น จุด A จุด B ดังภาพ

        2. เส้น (Line) เส้นเกิดจากการนำจุดหลาย ๆ จุดมาเรียงต่อกัน หรือเกิดจากจุดเคลื่อนที่ เส้นทางที่จุดเคลื่อนที่ไปคือ เส้น มีความยาว ไม่มีความกว้างหรือความหนามาก การกำหนดทิศทางของเส้นให้อยู่ในแนวที่ต่างกัน จะให้ความรู้สึกที่ต่างกัน ดูมั่นคง บางครั้งดูเคลื่อนไหว และเจริญงอกงาม เติบโต เช่น
            เส้นตั้ง (Vertical Line) ให้ความรู้สึกสูงสง่า แข็งแรง มั่นคง ถ้าสูงมาก ๆ ก็จะให้ความ รู้สึกไม่ปลอดภัย แต่จะบอกความเติบโต ถ้านำมาประยุกต์ในการแต่งกาย โดยใส่เสื้อ ลายแนวเส้นตั้งฉาก แนวดิ่ง จะช่วยให้ดูสูงขึ้น และถ้าออกแบบให้ดูผอมลง อาจใช้เพียง2-3 เส้น
            เส้นนอน (Horizontal Line) ให้ความรู้สึกสงบ ราบเรียบ แน่นอน มั่นคง ปลอดภัย ความนิ่ง พักผ่อนเป็นธรรมชาติ
            เส้นเฉียง (Oblique Line) ให้ความรู้สึกไม่มั่นคงไม่ปลอดภัย ตื่นต้น สนุกสนานแสดงการเคลื่อนที่ ไม่อยู่นิ่ง
            เส้นโค้ง (Curve) จะให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว นุ่มนวล อ่อนหวาน เชื่องช้า กระชับและเป็นอันหนึ่งอันเดียว
            เส้นกระจาย เป็นเส้นที่ออกจากจุดศูนย์กลางให้ความรู้สึก มีพลังกระปรี้กระเปร่า สร้างสรรค์ เดินทางออกไปทุกทิศพร้อมๆกัน พองออก แตกตัว
        เส้นลักษณะอื่นๆ เช่น เส้นหยัก เส้นประ เส้นจุดผสมเส้นประ ต่างก็ให้ความรู้แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า จะนำไปประกอบกับรูปอะไร

        3. ทิศทาง (DIRECTION)

        ทิศทาง คือ ลักษณะที่แสดงให้รู้ว่า รูปแบบทั้งหมดมีแนวโน้มไปทางใด ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกว่า มีการเคลื่อนไหว (Movement) นำไปสู่จุดสนใจ

        3. รูปทรง (FORM) เกิดจากระนาบที่ปิดล้อมกันทำให้เกิดปริมาตร (Volume) มี 3 มิติ คือ ความกว้าง ความยาว และความสูง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ รูปทรงเรขาคณิตและรูปทรงธรรมชาติ

            1. รูปทรงเรขาคณิต ( Geometric Form ) เป็นรูปทรงที่มีด้านแต่ละด้านคล้ายกัน มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระเบียบ มีแกนที่สมดุล มักจะประกอบด้วยเส้นตรงและเส้นโค้ง ที่มีแบบแผน
            2. รูปทรงธรรมชาติ ( Original Form) มักจะประกอบด้วยเส้นโค้ง (Curves) เส้นอิสระ ทั้งอยู่ในลักษณะสมดุลและไม่สมดุล รูปทรงธรรมชาติจะให้ความรู้สึกอ่อนไหว
            3. รูปทรงอิสระ (Free Form) รูปด้านแต่ละด้านมักจะไม่สัมพันธ์กัน ไม่มีความสมดุล ไม่เป็นระเบียบ ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวได้ การเปลี่ยนแปลงรูปทรงเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อความลงตัว ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ หรือมีรูปทรงใหม่ในเชิงเพิ่ม ลดปริมาตร การแยกส่วน การเจาะทะลุเป็นต้น

หลักการใช้สีและแสงในคอมพิวเตอร์

        สีที่ใช้งานด้านกราฟิกทั่วไปมี 4 ระบบ คือ
            1. RGB
            2. CMYK
            3. HSB
            4. LAB

        RGB

            เป็นระบบสีที่ประกอบด้วยแม่สี 3 สีคือ แดง (Red), เขียว (Green) และสีน้ำเงิน (Blue) เมื่อนำมาผสมกันทำให้เกิดสีต่าง ๆ บนจอคอมพิวเตอร์มากถึง 16.7 ล้านสี ซึ่งใกล้เคียงกับสีที่ตาเรามองเห็นปกติ สีที่ได้จากการผสมสีขึ้นอยู่กับความเข้มของสี โดยถ้าสีมีความเข้มมาก เมื่อนำมาผสมกันจะทำให้เกิดเป็นสีขาว จึงเรียกระบบสีนี้ว่าแบบ Additive หรือการผสมสีแบบบวก

        CMYK

            เป็นระบบสีที่ใช้กับเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์ออกทางกระดาษหรือวัสดุผิวเรียบอื่น ๆ ซึ่งประกอบด้วยสีหลัก 4 สีคือ สีฟ้า (Cyan), สีม่วงแดง (Magenta), สีเหลือง (Yellow) และสีดำ (Black) เมื่อนำมาผสมกันจะกเกิดสีเป็นสีดำแต่จะไม่ดำสนิทเนื่องจากหมึกพิมพ์มีความไม่บริสุทธิ์ จึงเป็นการผสมสีแบบลบ (Subtractive) หลักการเกิดสีของระบบนี้คือ หมึกสีหนึ่งจะดูดกลืนแสงจากสีหนึ่งแล้วสะท้อนกลับออกมาเป็นสีต่าง ๆ เช่น สีฟ้าดูดกลืนแสงของสีม่วงแล้วสะท้อนออกมาเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งจะสังเกตได้ว่าสีที่สะท้อนออกมาจะเป็นสีหลักของระบบ RGB การเกิดสีในระบบนี้จึงตรงข้ามกับการเกิดสีในระบบ RGB ดังภาพ

        HSB

            เป็นระบบสีแบบการมองเห็นของสายตามมนุษย์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
                Hue คือสีต่าง ๆ ที่สะท้อนออกมาจากวัตถุแล้วเข้าสู่สายตาของเรา ซึ่งมักเรียกสีตามชื่อสี เช่น สีเขียว สีเหลือง สีแดง เป็นต้น
                Saturation คือความสดของสี โดยค่าความสดของสีจะเริ่มที่ 0 ถึง 100 ถ้ากำหนด Saturation ที่ 0 สีจะมีความสดน้อย แต่ถ้ากำหนดที่ 100 สีจะมีความสดมาก
                Brightness คือระดับความสว่างของสี โดยค่าความสว่างของสีจะเริ่มที่ 0 ถึง 100 ถ้ากำหนดที่ 0 ความสว่างจะน้อยซึ่งจะเป็นสีดำ แต่ถ้ากำหนดที่ 100 สีจะมีความสว่างมากที่สุด

        LAB

            เป็นระบบสีที่ไม่ขึ้นกับอุปกรณ์ใด ๆ (Device Independent) โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
                “L” หรือ Luminance เป็นการกำหนดความสว่างซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100 ถ้ากำหนดที่ 0 จะกลายเป็นสีดำ แต่ถ้ากำหนดที่ 100 จะเป็นสีขาว
                “A” เป็นค่าของสีที่ไล่จากสีเขียวไปสีแดง
                “B” เป็นค่าของสีที่ไล่จากสีน้ำเงินไปเหลือง

แฟ้มภาพกราฟิกแบบ Raster และคุณลักษณะของแฟ้มภาพกราฟิก

            นามสกุลที่ใช้เก็บแฟ้มภาพกราฟิกแบบ Raster มีหลายนามสกุล เช่น .BMP, .DIB, .JPG, .JPEG, .JPE, .GIF, .TIFF, .TIF, .PCX, .MSP, .PCD, .FPX, .IMG, .MAC, .MSP และ .TGA เป็นต้น ซึ่งลักษณะของแฟ้มภาพจะแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น

นามสกุลที่ใช้เก็บลักษณะงาน
.JPG, .JPEG, .JPE, .GIFใช้สำหรับรูปภาพทั่วไปงานเว็บเพจ และงานที่มีความจำกัดด้านพื้นที่หน่วยความจำ
.TIFF, .TIFเหมาะสำหรับงานด้านนิตยสาร เพราะมีความละเอียดของภาพสูง
.BMP, .DIBไฟล์มาตรฐานของระบบปฏิบัติการวินโดว์
.PCXเป็นไฟล์ดั้งเดิมของโปรแกรมแก้ไขภาพแบบบิตแมป ไม่มีโมเดลเกรย์สเกล ใช้กับภาพทั่วไป

แฟ้มภาพกราฟิกแบบ Vector และคุณลักษณะของแฟ้มภาพกราฟิก

            นามสกุลที่ใช้เก็บแฟ้มภาพกราฟิกแบบ Vector มีหลายนามสกุลเช่น .EPS, .WMF, .CDR, .AI, .CGM, .DRW, .PLT, .DXF, .PIC และ .PGL เป็นต้น ซึ่งลักษณะของแฟ้มภาพจะแตกต่างกันไป เช่น

นามสกุลที่ใช้เก็บลักษณะงาน
.AI, .EPSใช้สำหรับงานที่ต้องการความละเอียดของภาพมาก เช่น การสร้างการ์ตูน การสร้างโลโก เป็นต้น
.WMFไฟล์มาตรฐานของโปรแกรม Microsoft Office

คอมพิวเตอร์กราฟิกกับการประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ

        ในยุคปัจจุบันมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้การสื่อสารมีสีสันและชีวิตชีวามากขึ้น โดยการใช้ภาพกราฟิกมาประยุกต์ร่วมกับงานด้านต่าง ๆ เพื่อให้งานดูสวยงามและดึงดูดใจให้น่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ซึ่งแบ่งงานด้านภาพกราฟิกออกได้ดังนี้
            1.คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานด้านการออกแบบ คอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทกับงานด้านการออกแบบในสาขาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น งานด้านสถาปัตย์ออกแบบภายในบ้าน การออกแบบรถยนต์ การออกแบบเครื่องจักรกล รวมถึงการออกแบบวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งโปรแกรมที่ใช้จะเป็นโปรแกรม 3 มิติ เพราะสามารถกำหนดสีและแสงเงาได้เหมือนจริงที่สุด อีกทั้งสามารถดูมุมมองด้านต่าง ๆ ได้ทุกมุมมอง
            2.คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานด้านโฆษณา ปัจจุบันการโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์ได้นำภาพกราฟิกเข้ามาช่วยในการโฆษณาสินค้าเพื่อเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้น เช่น การทำหิมะตกที่กรุงเทพฯ การนำการ์ตูนมาประกอบการโฆษณาขนมเด็ก เป็นต้น และการโฆษณาสินค้าด้วยภาพกราฟิกยังมีอยู่ทุกที่รอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นตามป้ายรถเมล์ ข้างรถโดยสาร หน้าร้านค้าตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ เป็นต้น
            3. คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานด้านการนำเสนอ การนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ เป็นการสื่อความหมายให้ผู้รับสารเข้าใจในสิ่งที่ผู้สื่อต้องการ และการสื่อสารที่ดีจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ภาพเข้ามาช่วยเพื่อเพิ่มความเข้าใจให้กับผู้รับสาร เช่น การสรุปยอดขายสินค้าในแต่ละปีด้วยกราฟ หรือการอธิบายระบบการทำงานของบริษัทด้วยแผนภูมิ เป็นต้น
            4. คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานด้านเว็บเพจ ธุรกิจรับสร้างเว็บเพจให้กับบริษัทหรือหน่วยงานต่าง ๆ ได้นำคอมพิวเตอร์กราฟิกเข้ามาช่วยในการสร้างเว็บเพจเพื่อให้เว็บเพจที่สร้างมีความสวยงามน่าใช้งานยิ่งขึ้น
            5. คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานด้าน Image Retouching ปัจจุบันธุรกิจคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ใช้ในการ Retouching ภาพ ได้เปิดตัวขึ้นเป็นจำนวนมาก เพราะสามารถตอบสนองความต้องการของคนในการทำภาพตามจินตนาการได้เป็นอย่างดี เช่น การทำภาพผิวกายให้ขาวเนียนเหมือนดารา การทำภาพเก่าให้เป็นภาพใหม่ การทำภาพขาวดำเป็นภาพสี และการทำภาพคนแก่ให้ดูหนุ่มหรือสาวขึ้น เป็นต้น

คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับนักคอมพิวเตอร์กราฟิก

        ความหมายของนักคอมพิวเตอร์กราฟิก ความหมายของนักคอมพิวเตอร์กราฟิก นักคอมพิวเตอร์กราฟิก นักคอมพิวเตอร์ คือ ผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญในด้านวิทยาการคอมพิวเตอรื และนําความรู้ที่ได้ศึกษาอบรมมาเป็นอย่างดีมาใช้ประโยชน์ในการ ดําเนินอาชีพ ตลอดจนพัฒนาความรู้ของตนเองให้ก้าวหน้าอยู่เสมอๆ นักคอมพิวเตอร์กราฟิก คือ บุคลากรที่ทํางานเกี่ยวกับด้านมัลติมีเดีย ออกแบบนิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์ และงานเกี่ยวกับรูปภาพ ป้ายโฆษณา

        1. ความรู้ที่จําเป็นสําหรับนักคอมพิวเตอร์กราฟิก

            1.1 ความรู้ทางด้านงานอาชีพ

            ความรู้ทางด้านงานอาชีพ ความรู้ทางด้านงานอาชีพ บุคลากรหรือเจ้าหน้าที่ที่ทํางานเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์จําเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเจ้าหน้าที่การทํางานที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง กว่าคนอื่น แต่อย่างน้อยที่สุด จําเป็นจะต้องมีความรู้และทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น อาทิ ความรู้ในด้านการติดตั้งและการใช้งาน ระบบปฏิบัติการต่างๆ การติดตั้งและการใช้เงานโปรแกรมสําเร็จรูปต่างๆ การใช้ซอฟต์แวร์ต์างๆ ร่วมกันอย่างหลากหลาย การติดตั้งและการใช้งานระบบ เครือข่ายและอินเตอร์เน็ต การใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมแปลภาษาต่างๆ ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน จะต้องศึกษาและติดตามวิวัฒนาการและ ความก้าวหน้าทางด้านฮาร์ดแวร์อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมของหน่วยประมวลผลกลางหรือเรียกสั้นๆ ว่า CPU และหน่วยความจําหลัก (RAM) และหน่วยความจําสํารองชนิดต่างๆ การจัดแบ่งพาติชันฮาร์ดดิสก์ ความรู้ในเรื่อง Main Board รวมถึงการใช้การด์อินเตอร์เฟส (Interface Card) ต่างๆ สแกนเนอร์ , ลําโพง เป็นต้น การประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ การติดตั้งโปรแกรมระบบปฏิบัติการต่างๆ ได้แก่ ระบบปฏิบัติการดอส ระบบปฏิบัติวินโดวส์ต่างๆ Windows 98, Windows Me , Windows Xp , Windows NT , Linux เป็นต้น การติดตั้ง Driver สําหรับอุปกรณ์เสริม ต่างๆ รวมถึงการติดตั้งโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ สําหรับโปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์และออกแบบระบบจําเป็นต้องมีความรู้ด้านโปรแกรม ภาษาคอมพิวเตอร์ ต่างๆ อย่างเชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบสร้าง เป็นต้น

            1.2 ความรู้ทางด้านกฎหมาย

            ความรู้ทางด้นกฎหมาย ความรู้ทางด้นกฎหมาย นักคอมพิวเตอร์ควรศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีพคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศไว้เพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพ และจะได้ปฏิบัติตามข้อบัญญัติต่างๆ ตามที่กฎหมายกําหนดไว้ได้ถูกต้อง กฎหมายที่ผู้ประกอบอาชีพควรรู้ มีดังนี้ (ปทีป เมธาคุณวุฒิ ,2455 : 47- 55)

            พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์

            พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้ให้ความหมายของคําและการกระทําที่เกี่ยวกับงานอาชีพคอมพิวเตอร์ไว้ ดังนี้ “ผู้สร้างสรรค์” หมายความว่า ผู้ทําหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ “ลิขสิทธิ์” หมายความว่า สิทธิแต่ผู้เดียว ที่จะกระทําการใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทําขึ้น “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” หมายความว่า คําสั่ง ชุดคําสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นําไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทํางาน หรือ เพื่อให้ได้รับผลอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลักษณะใด “ดัดแปลง” หมายความว่า ทําซ้ําโดยเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติม หรือจําลองงานที่เป็นต้นฉบับ ในส่วนอันเป็นสาระสําคัญ โดยไม่มีลักษณะที่เป็นการจัดทําขึ้นใหม่ทั้งนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน “ ทําซ้ํา” หมายความว่า การคัดลอกไม่ว่าโดยวิธีเลียนแบบ ทําสําเนา ทําแม่พิมพ์ บันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกเสียงและภาพ จากต้นฉบับ จากสําเนาหรือจากการโฆษณา ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน สําหรับในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้หมายความถึง คัดลอกหรือ ทําสําเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากสื่อบันทึกใด โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทํางานขึ้นใหม๋ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน กฎหมายได้กล่าวถึงการกระทําที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีลิขสิทธิ์ และไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหา กําไร โดยมีข้อยกเว้น ดังนี้

            1. วิจัยหรือศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์

            2. ใช้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของสําเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น

            3. ติชม วิจารณ์ หรือแนะนําผลงานโดยมีความรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น

            4. เสนอรายงานข่าวทางสื่อมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น

            5. ทําสําเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจํานวนที่สมควร โดยบุคคลผู้ซื้อโปรแกรมนั้นมาจากบุคคลอื่นโดยถูกต้อง เพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการ บํารุงรักษา หรือป้องกันการสูญหาย

            6.ทําซ้ํา ดัดแปลง นําออกแสดงหรือทําให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงาน ซึ่งมีอํานาจตามกฎหมาย หรือใน การรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว

            7. นําโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ

            8. ดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกรณีที่จําเป็นแก่การใช้

            9.จัดทําสําเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บรักษาไว้สําหรับการอ้างอิงหรือค้นคว้าเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน

            พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารราชการ

            พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารราชการ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 ได้ให้ความหมายของข้อมูลข่าวสารไว้ ดังนี้ “ข้อมูลข่าวสาร” หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง ข้อมูลหรือสิ่งใดๆ ไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะทําได้โดยสภาพของ สิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใดๆ และไม่ว่าจะจัดทําไว้ในรูปของเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถ่าย ฟาลาม การ บันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ วิธีอื่นใดที่ทําให้สิ่งที่บันทึกปรากฏได้ กฎหมายได้กล่าวถึงข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย ข้อมูลดังกล่าวมีลักษณะ ดังนี้

            1. ข้อมูลที่อาจก่อความเสียหายแก่สถาบันพระมหากษัตริย์

            2. ข้อมูลข่าวสารของทางราชการการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย

            3. รายงานแพทย์หรือข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ําสิทธิส่วนบุคคล

            4. ข้อมูลที่เปิดเผยแล้วก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ

            5. ข้อมูลที่เปิดเผยแล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลได้

            6.ข้อมูลที่เปิดแล้วจะทําให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือไม่อาจสําเร็จตามวัตถุประสงค์ได้

            7. ข้อมูลข่าวสารที่นํามาใช้ในการทําความเห็นหรือคําแนะนําภายใน

            พระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล

            พระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล พระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล หรือสารสนเทศที ่เป็นส่วนตัวของบุคคลนั้น ได้แก้ ข้อมูลทางการเงิน ประวัติการเรียน ประวัติการ ทํางาน ประวัติอาชญากรรม ประวัติในการรักษาพยาบาล เป็นต้น การเก็บข้อมูลเหล่านี้สามารถเรียกดูได้จากระบบงานที่มีเครือข่ายติดต่อกัน ถึงแม้ว่าจะมีระบบป้องกันหรือรักษาความปลอดภัยในระบบคอมพิวเตอร์ไว้แล้วก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้อาจมีการรั่วไหลได้หรือลักลอบนําไปโดยมิชอบได้ ดังนั้น จึงต้องมีการออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลและระบบสารสนเทศ กฎหมายได้กําหนดหลักการคุ้มครองไว้ ดังนี้

            1. ห้ามบุคคลผู้ปฏิบัติงานอยู่ในสํานักงานคอมพิวเตอร์หรือตัวแทนบุคคลดังกล่าวเปิดเผยข้อมูลอันเกี่ยวกับบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต

            2.บุคคลผู้ถูกระบุในข้อมูลข่าวสารนั้นมีสิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย อาทิ สิทธิที่จะเข้าสูข้อมูลที่เกี่ยวกับตน สิทธิที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้มี การเปิดเผยข้อมูลนั้น สิทธิที่จะได้รับความเสียหาย กรณีได้รับความเสียหายจากข้อมูลส่วนบุคคลที่ผิดพลาด

            3.กําหนดหลักการคุ้มครองต่อข้อมูลข่าวสารอันเกี่ยวกับบุคคล อาทิ ข้อมูลที่จัดเก็บไว้จะต้องได้มาโดยถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย ข้อมูลที่ จัดเก็บโดยดําเนินการในสํานักงานคอมพิวเตอร์จะต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม


เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจแล้ว ต่อไปเรามาทำแบบทดสอบเพื่อทบทวบอีกรอบกันค่ะ